Menu Close

ฟานนิสเตลรอย อัศวินนักล่าที่ปรมาจารย์ต้องการตัว

รุด ฟาน นิสเตลรอย

ฟานนิสเตลรอย เพรชฆาตหน้าม้าเลือดอัศวิน นักล่าประตูที่แมนฯยูขาดหายไป 

ฟานนิสเตลรอย เป็นอีกหนึ่งกองหน้าที่ สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องจารึกไว้ กับเส้นทางในการย้ายมาร่วม “โรงละครแห่งความฝัน” 

เส้นทางของกองหน้าคนนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมากนัก ถ้าไม่ได้มีผู้ชายที่ชื่อว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ทั้งชื่นชอบ ทั้งคลั่งไข่ และคลั่งไคล้ ศูนย์หน้าเลือดอัศวินผู้นี้ เนื่องจากเป็นคนที่หาพื้นที่ว่างเก่งมาก มีการจบสกอร์ที่เฉียบคม ไหวพริบและพละกำลังดี

และที่สำคัญคือ มีจิตใจที่แข็งแกร่ง ที่ทำให้ตัวเขาได้มาเล่นฟุตบอล กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่บนเกาะอังกฤษแห่งนี้ ติดตาม บทความกีฬาที่น่าสนใจ ได้ที่นี่

ในช่วงปี 1998-1999 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีผู้เล่นที่แข็งแกร่งมาก การสร้างทีมของเฟอร์กูสันนั้นต้องเรียกว่าปรมาจารย์ก็ว่าได้ สร้างนักเตะจากอะคาเดมี่สู่ทีมชุดใหญ่ได้หลายคน ขึ้นมาผสมผสานกันกับนักเตะรุ่นพี่ได้อย่างลงตัว

มีศูนย์หน้าที่สามารถทดแทนกัน และมีความยืดหยุ่นสูงมาก คู่หูผิวสีแต่ต่างทวีปอย่าง แอนดี้โคล กับ ดไวต์ ยอร์ค ที่เล่นเข้าขากันได้สุดๆ ยิงประตูกันได้เป็นว่าเล่น และยังมีคู่หูตัวสำรองที่ไม่เคยปริปากบ่นอย่าง เท็ดดี้ เชอริงแฮม กับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

ที่ช่วยกันสร้างประวัติศาสตร์ พาทีมคว้าทริปเบิลแชมป์ได้ นั่นก็คือ แชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก, แชมป์พรีเมียร์ลีก และ แชมป์เอฟเอคัพ เรียกได้ว่าเป็นปีทองของแมนฯยูเลยก็ว่าได้

แต่แล้วงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา จากจุดสูงสุด ก็ต้องดร็อปลง คว้าแชมป์ว่ายากแล้ว ป้องกันแชมป์ยากกว่า เนื่องจากปีถัดมา แมนฯยูไม่ประสบความสำเร็จในเวทียุโรป ทำให้ เฟอร์กูสัน ต้องการเติมประสิทธิภาพในเกมส์รุกให้มากขึ้น จึงเริ่มที่จะมองหา และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และความสมดุล เพื่อสร้างทีมใหม่ 

ดาเรน เฟอร์กูสัน แมวมองของทีมผู้ที่เป็นลูกชาย ส่งข้อมูลนักเตะเด็กหนุ่มคนหนึ่งของพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ที่ยิงประตูระเบิดระเบ้อ คว้าดาวซัลโวใน Eredivisie ลีกสูงสุดของประเทศฮอลแลนด์ ได้สองฤดูกาลติดกัน และกำชับกับพ่อของเขาว่า ต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อล่าลายเซ็นของดาวยิงอัศวินสีส้มคนนี้ ที่มีชื่อว่า Ruud van Nistelrooy มาร่วมทีมให้ได้

ฟานนิสเตลรอย

เดือนเมษายน ในปี 2000 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เกือบจะได้ศูนย์หน้าดาวรุ่งผู้นี้ แต่ทว่าเหมือนบุญมีแต่กรรมบัง หรือโชคชะตาเล่นตลกอะไรก็ไม่รู้ เกิดขึ้นกับตัวเขา ในขณะที่การเจรจาระหว่างแมนฯยู กับ ไอนด์โฮเฟ่น กำลังจะไปได้สวยอยู่แล้วเชียว

ปรากฎว่า ผลตรวจร่างกายของเขาไม่ผ่าน พบว่าเขามีอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่า แต่ ฟานนิสเตลรอย ปฎิเสธการรักษา เนื่องจากกลัวพลาดการลงสนาม และถูกตัดชื่อออกจากทีมชาติฮอลแลนด์ ชุดลุยศึกฟุตบอลยูโร 2000 ที่กำลังจะมาถึง

และเขาก็ฝืนตัวเองเข้าร่วมฝึกซ้อมกับไอนด์โฮเฟ่น จนได้รับอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่บริเวณเอ็นหลังหัวเข่า สุดท้าย ท้ายที่สุดแล้ว ตัวเขาก็ได้แค่ดูเพื่อนๆ ลงทำศึกยูโร2000 ทางทีวีเท่านั้น และเข้าทำการรักษาอาการบาดเจ็บ

อย่างไรก็แล้วแต่ เหมือนมีอะไรดลบันดาลใจบางอย่างบอกกับ เซอร์ อเล็กซ์ ว่า การบาดเจ็บของนักเตะผู้นี้ จะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก แค่ต้องใช้ระยะเวลา ดังคำที่ว่า “ถ้าคนมันใช่ ยังไงมันก็ต้องวนกลับมา”

จึงได้ให้คำมั่นสัญญากับดาวยิงหน้าม้าว่า “ช่วงระยะเวลาในการรักษา และการเรียกความฟิต ภายใน 1 ปีนี้ ขอให้นายได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แล้วฉันจะกลับมา” เฟอร์กี้ให้ความหวังดาวยิงหน้าม้า

การรักษาเป็นไปอย่างเรียบร้อย ฟานนิสเตลรอย มีสภาพจิตใจที่ดี ได้กำลังใจ จากอดีตกองหน้าของ พีเอสวี อย่าง โรนัลโด้ และรุ่นพี่ทีมชาติอย่าง มาร์ค โอเวอร์มาร์ส อีกทั้ง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังเฝ้าตามดูไม่ห่าง และได้เดินทางมาเยี่ยมอยู่บ่อยๆ เซอร์ อเล็กซ์ ก็ให้กำลังใจอย่างดี พร้อมเล่าเรื่องราวอาการบาดเจ็บของ รอย คีน ที่คล้ายๆกันให้ฟัง ที่รักษาจนหาย และกลับมาเล่นฟุตบอลได้ดีอีกครั้ง 

เซอร์ อเล็กซ์ และ ฟานนิสเตลรอย ติดต่อไปมาหาสู่กันอยู่ตลอด และมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น ตลอดเวลาในการรักษาตัว ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของอดีตกุนซือปีศาจแดงในยุคนั้น เยี่ยวยาจนทำให้อาการดีขึ้น เริ่มกลับมาทำการฝึกซ้อมได้ดี ทั้งการเรียกความฟิต การฝึกทักษะ พัฒนาฝีเท้า และสร้างความแข็งแกร่ง จนในที่สุดก็กลับคืนสู่สนามให้กับทีมไอนด์โฮเฟ่นได้อีกครั้ง 

และแล้วก็มาถึงคำสัญญาที่หมายมั่นไว้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เดิมพันครั้งใหญ่ ด้วยการคิดที่จะให้สโมสรลงทุนซื้อนักเตะ ที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บหนัก มาล่าสกอร์ที่โอลแทร็ฟฟอร์ดให้ได้เป็นคำรบที่สอง

แต่ก็ไม่ง่ายในตอนนั้น เพราะมีกางขวางคอชิ้นใหญ่ อย่างทีม รีล มาดริด ที่พยายามจะเอาตัวเขาไปร่วมทีมเช่นกัน สุดท้ายแล้วเขาก็ปฏิเสธทีมดังจากสเปน เพราะความปลาบปลื้ม และความชื่นชอบ ในตัวของท่าน เซอร์ อเล็กซ์ ที่เฝ้าตามดูแลไม่ห่าง คอยเป็นกำลังใจให้เขามาโดยตลอด ทำให้เขาเลือกที่จะย้ายเข้าสู่ โรงละครแห่งความฝัน อย่างไม่ลังเล

ฟานนิสเตลรอย

ฟานนิสเตลรอย ย้ายเข้าร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 18.5 ล้านปอนด์ และได้สวมเสื้อหมายเลข 10 ให้กับทีม ในฤดูกาล 2001-2002

เขาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เงินจำนวนมหาศาลนี้ไม่ได้สร้างความกดดันให้ผมแต่อย่างใด กลับกลายเป็นว่า ผมคิดถึงความเชื่อมั่น ที่สโมสรยิ่งใหญ่แห่งนี้ มีต่อผมมากๆ และยอมจ่ายเงินจำนวนมหาศาล แลกกับนักเตะที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ เพื่อดึงตัวผมมา

แน่นอนว่า การมาของกองหน้าทีมชาติฮอลแลนด์ผู้นี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง  เซอร์ อเล็กซ์ เลือกที่จะปรับแผนการเล่นจาก 4-4-2 เป็น 4-5-1 ให้เข้ากับฟุตบอลยุคสมัย และจับทางได้ยากขึ้น และมอบหมายหน้าที่ให้เขา ได้ยืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าให้กับทีม ที่ใช้ความสามารถในการทำประตูเพียงคนเดียวได้ แล้วปรับให้แดนกลาง มีตัวคอยขับเคลื่อน และครอบคลุมมากขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ การใช้กองหน้าสองคน มักจะตกเป็นรองสำหรับการแข่งขันสมัยใหม่ 

ศูนย์หน้าทีมชาติฮอลแลนด์ผู้นี้ มีการเข้าทำประตูที่เฉียบคม และมีความแข็งแกร่ง แม้ดูเหมือนจะเป็นคนเลี้ยงบอลไม่เก่ง หรือวิ่งไม่เร็ว แต่บางครั้งเขาก็เล่นฟุตบอลด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น เอาชนะกองหลังคู่แข่งได้แบบขาดกระจุย 

ดูเหมือนการลงทุนของท่าน เซอร์ เฟอร์กูสัน จะเป็นผล เมื่อได้นักล่าประตูจากศูนย์หน้าตัวเป้าชาวดัตช์ แล้วการที่แมนฯยู มี เดวิด แบ็คแฮม เจ้าพ่อเท้าชั่งทองอยู่ในทีม ส่งผลให้ทั้งคู่ เล่นเข้าขากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกมส์บุกกลางอากาศ ได้เปรียบคู่ต่อสู้มากๆ  

การมาฤดูกาลแรกของนักล่าประตูผู้นี้ ไม่ทำให้แฟนๆเร้ด อาร์มี่ ผิดหวัง เมื่อตัวเขาทำได้อย่างที่พูดไว้ตอนให้สัมภาษณ์ ความสามารถของนิสเตลรอยมันน่าทึ่งมาก

เขายิงประตูรวมทุกรายการได้ถึง 36 ลูก เกมส์พรีเมียร์ลีก ทะลวงตาข่ายได้ 23 ลูก จากการลงสนามไป 32 นัด ทำลายสถิติของ อลัน เชียร์เลอร์ กองหน้านิวคาสเซิล และ เทียร์รี่ อองรี กองหน้าอาร์เซนอล ที่สามารถทำประตูได้ 8 นัดติดต่อกัน รวมไปถึงในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ยิงได้ 10 ประตู

จนได้ถูกเสนอชื่อให้คว้ารางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำปี ไปครอง แต่ก็ไม่สามารถพาทีม คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ในปีแรกมาครองได้ 

ฤดูกาล 2002-2003 เป็นปีที่ดีมาก รุด ฟานนิสเตลรอย ผลิตสกอร์ได้เป็นกอบเป็นกำ ดาวยิงอัศวินนักล่า ลงสนามให้ปีศาจแดงไป 52 นัด ยิงไป 44 ประตู ซึ่งมีส่วนสำคัญพาทีมแมนฯยู คว้าแชมป์ลีกสูงสุดมาครองได้สำเร็จ ด้วยการที่เขาทำประตูได้ในลีกสูงสุด 25 ประตู

ซึ่งเป็นการคว้าตำแหน่งดาวซัลโวเหนือ เทียร์รี่ อองรี ดาวยิงอาร์เซนอล จนนัดสุดท้าย และบวกกับอีก 10 ประตูใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จนได้รับการยกย่องจากยูฟ่า ว่าเป็นศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในยุโรปในเวลานั้นเลยทีเดียว

ในปี 2004 เฟอร์กูสันได้เซ็นสัญญาคว้าตัว เวย์น รูนี่ย์ มาร่วมทีม เพื่อการสร้างเกมบุกที่หลากหลายมากขึ้น และผนึกกำลังของนักเตะวัยรุ่น ไว้สืบทอดนักเตะที่อายุเริ่มมาก และนั่นก็เป็นการถือกำเนิดสองคู่หูเด็กนรกอย่าง Wayne Rooney และ

“น้ำต้มผักก็ว่าหวาน รักจืดจางยังว่าขม” คือสำนวนที่ใช้ได้กับทั้ง อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ ฟานนิสเตลรอย ได้เป็นอย่างดี เมื่อทั้งคู่มีเหตุการณ์บาดหมางกันเกิดขึ้น

ซึ่งใครๆก็รู้ว่าเวลากุนซือผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ไม่ลงรอยกับใครแล้ว หน้าจะแดง และระเบิดพลัง ความเคี่ยวเข็ญ ของตัวเองออกมา เพราะก่อนหน้านี้ก็ได้มีปากเสียงกับลูกรักอย่าง Beckham จนได้ขายออกจากทีมไป จึงทำให้ช่วงหลังๆ ฟอร์มของดาวยิงหน้าม้าผู้นี้ค่อนข้างดร็อปลง และสาเหตุหลักก็มาจากอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ่อยๆด้วย 

ทำให้ตัวเขาไม่พอใจ ว่าเหตุใดจึงลดความสำคัญของตัวเองลง และก็ไปออกอาการไม่พอใจศิษย์รักคนใหม่ของเฟอร์กูสันอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่มักจะครอบครองบอลมากเกินไป และชอบเล่นคนเดียวมากกว่าเล่นเป็นทีม จนมีปากเสียงกันในสนามซ้อม

และนี่ก็เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ปรมาจารย์ปีศาจแดง ใช้กฎเหล็กของตัวเองที่ยึดถือมาโดยตลอดของการคุมทีมคือ ต้องไม่มีใครที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าเขาและสโมสร ทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องขายตัวเขาออกจาก โรงละครแห่งความฝัน ไปให้กับสโมสร รีล มาดริด ยอดทีมจากสเปน

ผลงานของ R van nistelrooy number 10 ดาวยิงอัศวินสีส้มชาวฮอลแลนด์ผู้นี้ ถูกแฟนบอลยกย่องให้เป็นกองหน้าที่ดีที่สุดของสโมสรอีกคน เพราะตลอดระยะเวลาของการรับใช้สโมสร ตั้งแต่ปี 2001-2006 อัศวินหน้าม้า ลงสนามให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 219 นัด ยิงได้ 150 ประตู

รุด ฟาน นิสเตลรอย ปัจจุบัน เป็นผู้จัดการทีมสโมสรที่ตัวเขาเอง ได้สร้างชื้อเสียงไว้ และเขาก็ดีใจ ที่ได้กลับมารับใช้ สโมสร พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น อีกครั้ง

 

-JUNGLEBEE-

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น