บอลไทย vs เจลีค การตลาด ผลประโยช์ เกื้อกูล เขาได้อะไรเราได้อะไร

บอลไทย vs เจลีค เขามีการตลาดเพื่อสร้างฐานความนิยมใน เจลีค ให้มากขึ้น แต่ในการ แลกเปลี่ยน เราต้องต่อสู้กับเขาในแง่ไหน

บอลไทย vs เจลีค หากเราจะพูดถึงในแง่ การแลกเปลี่ยน เชิงผลประโยชน์ เราต้องยอมรับว่า เรากับ ญี่ปุ่นถือว่าประสพผลสำเร็จทั้งคู่ในการได้สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เขาเอานักเตะเราไป ชาติเราก็พัฒนา กลับมาก้เสริมความแกร่งให้ ทีมชาติไทย เขาก็ได้การซึมซับการติดตามชมนักเตะบ้านเชา ทำให้ลีคเขา คนไทย รู้จักกันกว้างขวางมากขึ้น จนคนไทย เห็นความแตกต่างของ ไทยลีค และ เจลีค เมื่อเปรียบเทียบกัน ถือว่า

เป็นวิธีีีที่แยบยล และ ชาญฉลาดอย่างยิ่ง ฝ่ายหนึ่งทำธุรกิจ การตลาด โดยเสียต้นทุนซื้อคนไปไม่กี่คน แต่ได้ผลตอบรับทั้ง ทางฟุตบอล การท่องเที่ยว สินค้า ถือว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียวไม่ต่างอะไรกับที่ทำให้คนไทย ติดตามการ์ตูน ญี่ปุ่น นิยมในสินค้า หรือแม้กระทั่ง รถยนต์จาก ญี่ปุ่น 

แล้วในแง่การแข่งขันล่ะเราถือว่าแลกเปลี่ยนอย่างเดียว หรือ แข่งขันกับเขาด้วยกันแน่

ใช่ครับเมื่อมีการติดตามผลงานนักเตะไทย นั่นก็คือการยกระดับการชม ฟุตบอล ของคนไทยทางอ้อมเช่นกัน เพราะมันจะเห็นการเปรียบเทียบ เราจะสังเกตุได้ว่า คนไทยหลายคนเริ่ม เอามาตรฐานการเล่นของ ไทยลีค ไปเปรียบเทียบ เจลีค

เพราะอยากให้บ้านเราพัฒนาได้ดีอย่างเขาบ้าง นี่ละครับการแข่งขัน อย่างน้อยเหมือนทาง ญี่ปุ่น พยายามสะท้อนให้เห็นว่า ถ้าพวกคุณจะไปบอลโลก คุณต้องมาเล่นกับ ลีคเราให้รอดก่อน ละค่อยฝันถึงตรงนั้น โอเค เราเป็นมิตรต่อกันมานาน เราก็ได้จากคุณเยอะ

แต่เราก็จะช่วยคุณในแบบที่ เราเองก็ยังได้อะไรจากคุณ เช่นกัน แล้วจริงๆเราแข่งขันกับเชาเหรอ มันน่าจะเป็นการแข่งกับตัวเองไม่ใช่เหรอเพราะเรากับเขา ยังมีระยะห่างช่องว่างอีกมาก 

เปล่าเลยครับ จริงๆเราก็แข่งกับเขาอยู่เช่นกัน แข่งขันในเรื่อง การพิสูจน์ว่า คนในชาติเราสามารถไปจุดนั้นได้ ไม่ให้เขาดุถุกได้อีก การมีมิตรที่เป็นคู่ต่อสู้ คู่ซ้อมไปในตัวที่เหนือกว่าเราตลอดแบบนี้ คล้ายๆ เรากับเพื่อนสนิท ต่อยมวยกันนั่นละครับ จบมาก็โอเคคุยกัน แต่ บางครั้งกับเพื่อนเราเองก็มีการแข่งขัน ผมเองก็มอง ญี่ปุ่นเป็นแบบนั้น

ถ้าเป็นเพื่อนก็แนว สมมุติเราอ่อนแอในกลุ่ม เขาก็เหมือนหัวโจก ที่ก็ยังมองเราเป็นเพื่อนแต่ด้อยกว่าเขา เราอาจช่วยเชาทำการบ้าน เขาช่วยเราในเรื่องพละกำลังเป็นต้น วันหนึ่งเราอยู๋ด้วยกันนานจากดูถูกอย่างเดียว จะไถเงินเราอย่างเดียว ก็อาจกลายเป็น เพื่อนมากขึ้น และ เขาอาจจะเริ่มรู้สึกว่า “ทำไมพวกมึงจะอ่อนแอยังงี้ อีกนานไหมที่พวกมึงจะเป็นยังงี้” “มึงดูพวกกูนี่ ใจมันต้องถึงก่อน แหย อ่อนๆแบบนี้ มึงออกไปเขาก็ตบมึงตาย”

“เอางี้มึงไม่ต้องเพ้อว่าอยากเก๋า มาลองขึ้นชกกับกูก่อนกูเป็นคู่ซ้อมให้” นี่คือความรู็สึกที่ผมคิดเอาว่า น่าจะใกล้เคียงกีบที่ เจลีค อยากสื่อกับเรา ก็เป็นได้ มองในแง่เปรียบเปรยสนุกๆ

บอลไทย vs เจลีค

หากเขากล้าซื้อนักเตะไทย แพงกว่า ค่าตัวเฉลี่ยของนักเตะในชาติเขาเอง ลิบลิ่วได้ นั่นคือ เขาเห็นอะไรบางอย่างในตัวเรา และ เขาอยากได้คู่แข่งเพิ่มไปทำไม 

เปล่าเลยครับ ไม่มีใครอยากให้คนอื่นมาเป็นคู๋แข่งมากมายหรอก ในแง่ความจริง แต่ประเทศญี่ปุ่นผ่านสงครามมา และ ชนชาติเขาเคยชินกับการแข่งขันสูงๆมาจนชิน ผมเชื่อเป็นการส่วนตัวว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว และ มีคุณภาพ เจริญก้าวหน้าแบบนี้ เขาฉลาดพอที่จะทำให้เรายังอยู๋ภายใต้การคุมเกมส์ของเขา 

ประการแรก เขาน่าจะประเมิณ ระยะห่างคุณภาพของเขา กับ ของเราไว้เรียบร้อยแล้ว ว่า ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และ เงื่อนไขอะไรบ้าง ถึงจะก้าวขึ้นไปมีคุณภาพแบบเขา และ ถึงเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งได้เต็มปาก ซึ่งต้องบอกตามตรงแค่เขามองเข้ามาก็เห็นแล้วว่า ต้องใช้เวลา และ ยากพอสมควรถึงจะตามเขาทัน เพราะเขาทำต่อเนื่องในระดับสูงมาร่วม 20 ปี ในระหว่างที่เดี๋ยวเราเดิน เดี๋ยวเราสะดุด ด้วยปัจจัยทั้งการเมือง หรือ อะไรก็แล้วแต่

ประการที่สอง เขาศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาของเราอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วว่า ต้องแก้ที่อะไร อย่างไร ซึ่งเขาพร้อมเข้ามานำเสนอวิถีทาง ความช่วยเหลือ แต่ก็แน่นอน ไม่มีอะไรฟรีในโลก ทุกอย่างมันมีราคาของมัน หรือ แม้กระทั่งโอกาส

ประการที่สาม เขาเล็งเห็นความเป็นไปได้ ในตลาดของเรา ซึ่งแน่นอนทุกชาติในโลก จะมีชาติพันธมิตรของตนเอง เรียกได้ว่า เข้าขากัน ฉันชอบเธอนะ เธอก็ชอบฉันอยู๋บ้างนะ มันถึงพร้อมใจกันแลก พร้อมใจกันตกลงปลงใจ และ สุดท้ายก็เกิดเป็นข้อตกลง แต่ชีวิตคู่ยังมีผลประโยชน์ นับประสาอะไรกับ โลกธุรกิจทางฟุตบอล

ประการที่สี่ การที่เขาช่วยเราให้มีความแข็งแกร่ง บางที คือ การสร้างเกราะคู๋ชาติพันธมิตรในย่านนี้ เพื่อต่อกร กับชาติที่ไม่เข้าคู่ไม่ถูกกับเขา และ เขาเริ่มเล็งเห็นว่า นั่นแหละจะเป็นคู่แข่งเขาใน อนาคตอันใกล้ และ อาจทำให้เขาเสียฐานอำนาจทางธุรกิจฟุตบอลได้ หรือ ที่เราเรียกกันว่า เสียดุลย์การค้า ยกตัวอย่าง เกาหลีใต้ เนี่ย ไม่ถูกกับ ญี่ปุ่น แต่ตอนนี้เกาหลีใต้พัฒนามาเอาดุลย์การค้าจากฟากญี่ปุ่นไปหลายอย่าง

บอลไทย vs เจลีค

บอลไทย vs เจลีค ณ วันนี้เราอาจจะไม่คู่ควรที่จะเป็น คู่แข่ง แต่ถึงเวลาแล้วที่เราจะ คิดแบบชาตินิยมบ้าง เพื่อไปเป็นคู่แข่งเขาให้ได้

ทั้งด้านผู็นำทางเทคโนโลยี บันเทิง และ เริ่มเข้ามาฟัดเหวี่ยงด้านฟุตบอล อย่างเห็นได้ชัด แต่ญี่ปุ่นก็ยอมรับเปิดให้เกาหลีเข้ามา ทั้งที่ก็ไม่อยากบ้านเราหรอก แต่กระแสมันแรง ดังนั้นสมมุติถ้าไทย ไปอยู๋ตลาดเกาหลีด้านฟุตบอลด้วย ญี่ปุ่น อาจเสียฐานอำนาจไปที่สำคัญ

ชาติเราเป็นลูกค้าชั้นดีเสมอ สังเกตุง่ายว่า อะไรที่เป็นกระแส ที่ต่างชาตินำเข้ามา ถ้าจุดไฟติด บ้านเราพร้อมขายบ้านขายรถไปอุดหนุน เอาแค่ วงบอยแบนด์ เกร์ลกรุ๊ปเกาหลี เราเป็นฐานอันโอชะของเขา ยังดีที่ ญี่ปุ่นส่ง BNK มาติดตลาดได้อยู๋บ้าง

ทีนี้มันก็ต้องแย่งกันแล้วละ ระหว่าง เคลีค เจลีค แล้วหัวข้อที่บอก เจลีค vs ไทยลีค ละไปไหน อ่อไม่ได้ไปไหนครับ ญี่ปุ่นเลยยอมมาพัฒนาเอาใจเราฐานะลูกค้าชั้นดี เพื่อรักษาเราไว้ไงครับ ต่อให้วันนึงเราอาจเป็นงูเห่าสำหรับเขา แต่ตอนนี้ ญี่ปุ่นใช่จะเลือกได้มาก เพราะประเทศก็ประสพปัญหาคนไม่ค่อยใช้เงิน และ เงินเฟ้อ

คนไทยนี่แหละ ที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเยอะมาก พอ ชนาธิป ไปฮอกไกโด การท่องเที่ยวเขาก็ได้อีก แถมฉลาดมาก เอาคนไทยไปเตะทำเสื้อมาขายคนไทย แพงกว่าเสื้อในทีมบ้านเราอีก แล้วคิดไปก็ตลก คนไทยต้องตามไปดูคนไทยเตะแถมการท่องเที่ยวที่นั่น ลองคิดดูคุ้มไหม หัวละกี่หมื่น

แค่แบ่งเปอร์เซ็นต์ที่คนไทยไปเที่ยว หรือ อุดหนุน จากการตลาดที่ เอานักเตะไทยไปเตะ ก็พอจะจ่ายค่าตัวแล้วละ นั่นแหละคำตอบว่า ทำไมเขาถึงกล้าลงทุนกับ เจ ชนาธิป ไป ฟรอนตาเล่ อีกตั้ง 130ล้าน นักเตะญี่ปุ่นยังไม่เคยซื้อขายราคานี้เลย ถ้าเราไม่คุ้มค่า เขาจะโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ ถ้าไม่เล็งเห็นผลกำไร

ดังนั้นสรุปได้ว่า วันนี้เราไม่ใช่ คู่แข่งเขาหรอก เรามันลูกไล่เขา ทาสเขามานานแล้ว คำถามคือ แล้ว จะอยู๋กันไปแบบนี้เหรอ ถึงเวลาแล้วรึยัง ที่จะผยอง ทำให้ทุกคนคิดได้แบบ เจ ชนาธิป คือ กูจะไปเอาเงินประเทศมึงบ้าง กูไปพิสูจน์ ไปสู้ ไม่ใช่ไปเป็นลูกไล่อีกต่อไป

“เด็กเนิร์ดสีส้ม”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น